จริงอยู่ที่หลุมสิวไม่ได้สร้างบาดแผลให้เจ็บปวดทางกาย แต่หากมันมีเยอะเกินไปจนลามไปทั่วหน้า ก็อาจส่งผลต่อความมั่นใจทั้งตอนพบปะผู้คนหรือแม้แต่ตอนส่องกระจกมองตัวเองด้วยเช่นกัน หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าหลุมสิวแบบไหนก็เหมือนกัน เลยพากันไปทายารักษาหลุมสิวแล้วก็รอว่าเมื่อไหร่หลุมสิวจะหายสักที แต่ในความเป็นจริงแล้วประเภทหลุมสิวไม่ได้เหมือนกันเลย ด้วยเหตุนี้เราจะขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับหลุมสิวแต่ละประเภท เพื่อให้คุณเตรียมตัวและอดทนกับการรอผลลัพธ์หลังการรักษาได้โดยไม่ถอดใจไปซะก่อน
ประเภทหลุมสิว บ่งบอกอะไรได้บ้าง?
ถ้าไม่สังเกตดี ๆ หลายคนก็คงแยกประเภทหลุมสิวไม่ออกแน่นอน และการที่แยกไม่ออกนี้เองก็ส่งผลต่อการเลือกวิธีรักษาหลุมสิวด้วยเช่นกัน โดยหลุมสิวแต่ละประเภทบ่งบอกถึงข้อมูลสำคัญดังต่อไปนี้
- ระดับความลึกและความเสียหายของพังผืดใต้ผิว: บ่งบอกว่าการอักเสบในอดีตได้เข้าไปทำลายโครงสร้างคอลลาเจนลึกถึงระดับไหนแล้ว บางหลุมอาจทำลายแค่ชั้นหนังแท้ส่วนบน แต่บางหลุมอาจทำลายไปถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ยิ่งลึกมากก็ยิ่งดึงผิวให้กลับมาเต็มได้ยากตาม
- กลไกการรักษาและเครื่องมือที่ต้องเลือกใช้: หลุมสิวบ่งบอกได้ว่าต้องทำหัตถการแบบใดเพื่อแก้ปัญหา เพราะหลุมสิวแต่ละประเภทตอบสนองต่อเทคโนโลยีต่างกัน เช่น บางประเภทต้องตัดพังผืด กระตุ้นด้วยพลังงานความร้อนอย่าง Picosecond Laser / RF Microneedling หรือใช้กรดเข้มข้นแต้มเฉพาะจุด
- ระยะเวลาและความเป็นไปได้ในการคืนตัวของผิว: แพทย์สามารถประเมินและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มรักษาว่าผิวบริเวณนั้นจะกลับมาเติมเต็มได้กี่เปอร์เซ็นต์ ต้องใช้เวลารักษาต่อเนื่องกี่ครั้งถึงจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน
หลุมสิวมีกี่ประเภท?
1. หลุมสิวระดับตื้น (Rolling Scar)
เป็นประเภทหลุมสิวที่มีระดับความลึกน้อยที่สุด มีลักษณะเป็นแอ่งกว้าง ขอบหลุมไม่ชัดเจน มองเห็นเป็นรอยคลื่นย้วยบนผิวหน้า หลุมสิวประเภทนี้เกิดจากพังผืดใต้ผิวหนังดึงรั้งผิวชั้นบนลงมา แม้แผลจะกว้างแต่ก็มีความลึกเพียงเล็กน้อย จึงรักษาง่ายกว่าและมีโอกาสที่ผิวจะกลับมาเรียบเนียนได้สูงกว่าประเภทอื่น
2. หลุมสิวระดับปานกลาง (Boxcar Scar)
เป็นประเภทหลุมสิวที่มีระดับความลึกปานกลาง มีลักษณะเป็นร่องบุ๋มขอบชัดเจนคล้ายกับรอยแผลเป็นจากโรคอีสุกอีใส มีทั้งรูปแบบสี่เหลี่ยม วงกลม หรือวงรี โดยเกิดจากการอักเสบของสิวที่ลึกจนเข้าไปทำลายคอลลาเจนในชั้นเนื้อเยื่อไปพอสมควร จัดเป็นหลุมสิวที่รักษายากในระดับปานกลาง จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาและการฟื้นฟูเนื้อเยื่อมากกว่าแบบตื้น
3. หลุมสิวระดับลึก (Ice Pick Scar)
เป็นประเภทหลุมสิวที่มีระดับความลึกมากที่สุดในบรรดาหลุมสิวทั้งหมด มีลักษณะเป็นรูแคบ ปากแผลเล็กแต่ลึกลงไปถึงชั้นผิว Dermis ดูคล้ายถูกที่เจาะน้ำแข็งปักลงไป หลุมสิวประเภทนี้เกิดจากการอักเสบเรื้อรังอย่างรุนแรงของสิวในระดับลึก จัดเป็นประเภทหลุมสิวที่รักษายากที่สุดและต้องอาศัยทั้งเวลาและการดูแลทางการแพทย์ที่สม่ำเสมอเพื่อฟื้นฟูเนื้อเยื่อจากใต้ชั้นผิวขึ้นมาเติมเต็ม
หลุมสิวแต่ละประเภทรักษาเหมือนกันไหม?
การหลุมสิวแต่ละประเภทนั้นไม่เหมือนกันเลย เพราะหลุมสิวแต่ละประเภทมีระดับความลึก รูปแบบพังผืด และลักษณะบาดแผลใต้ชั้นผิวที่แตกต่างกัน หากเป็นหลุมลึกอย่าง Ice Pick Scar ต้องแต้มกรดเข้มข้นเฉพาะจุด (TCA Cross) เพื่อเร่งการสร้างเนื้อเยื่อ ขณะที่หลุมกว้างอย่าง Rolling Scar ต้องเลาะพังผืดใต้ผิวร่วมกับการใช้เครื่องมือกระตุ้นคอลลาเจน ดังนั้น การใช้วิธีเดียวรักษาหลุมสิวทุกแบบบนใบหน้าจึงไม่มีทางได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแน่นอน
วิธีรักษาตามประเภทหลุมสิว มีอะไรบ้าง?
อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า การรักษาหลุมสิวแต่ละประเภทไม่เหมือนกันและต้องอาศัยหลาย ๆ วิธีไปพร้อมกันด้วย ดังนั้น การเข้าใจกลไกและเลือกหัตถการให้ตรงกับประเภทของรอยแผลเป็น จึงเป็นทางออกเดียวที่จะช่วยคืนสภาพผิวได้ดีที่สุด สำหรับวิธีรักษาประเภทหลุมสิวทั้ง 3 ประเภท มีแนวทางในการรักษาดังนี้
1. การรักษาหลุมสิวตื้น
สำหรับหลุมสิวตื้น ๆ รักษาที่ต้นเหตุจะดีที่สุด ด้วยการ Subcision (การตัดพังผืด) เพื่อปลดล็อกพังผืดที่ดึงรั้งผิวลงไปข้างล่าง จากนั้นเติมเต็มช่องว่างใต้ผิวด้วย Filler หรือ PRP/PRF (เกล็ดเลือดเข้มข้นของตัวเอง) ควบคู่กับการใช้เลเซอร์กระตุ้นคอลลาเจน เพื่อป้องกันไม่ให้พังผืดกลับมาดึงรั้งผิวซ้ำ
2. การรักษาหลุมสิวระดับปานกลาง
สำหรับหลุมสิวประเภทนี้จะเน้นการกรอขอบแผลให้เรียบเนียนและกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ โดยใช้เครื่องมือกลุ่ม Picosecond Laser, Fractional RF หรือการทำ Microneedling เพื่อส่งพลังงานลงไปจัดเรียงคอลลาเจนใต้ผิว ร่วมกับการฉีด Biostimulator หรือ Skin Booster เพื่อช่วยเติมเต็มเนื้อผิวบริเวณฐานหลุมที่กว้างให้ตื้นขึ้น
3. การรักษาหลุมสิวลึก
ส่วนหลุมสิวที่ลึกที่สุดนั้น จะเน้นการรักษาแบบเจาะลึกถึงก้นรูด้วยเทคนิค TCA CROSS หรือการแต้มกรด Trichloroacetic ที่มีความเข้มข้นสูง เพื่อจี้ทำลายเนื้อเยื่อเก่าและเร่งการสร้างคอลลาเจนจากฐานลึก หรือในเคสที่ลึกมากอาจใช้วิธี Punch Excision หรือ Elevation ซึ่งเป็นการผ่าตัดเล็กเพื่อตัดรอยหลุมออกแล้วเย็บปิด หรือยกฐานหลุมขึ้นมาให้เท่ากับผิวรอบข้าง
ประเภทหลุมสิว มีผลต่อระยะเวลารักษามากน้อยแค่ไหน
ตามหลักทางการแพทย์แล้ว ระดับความลึกและพังผืดที่สะสมใต้ผิวของหลุมสิวประเภทต่าง ๆ ถือเป็นตัวกำหนดความยากง่ายและจำนวนครั้งที่ต้องเข้ารับการรักษาเลยก็ว่าได้ โดยหลุมสิวแต่ละประเภทมีผลต่อการรักษาดังนี้
- หลุมสิวตื้น: เป็นประเภทที่ฟื้นตัวไวที่สุด เพราะความเสียหายอยู่แค่ชั้นพังผืดดึงรั้ง เมื่อแพทย์เลาะพังผืดและฉีดสารเติมเต็มหรือกระตุ้นคอลลาเจนเข้าไป ผิวก็จะยกตัวขึ้นได้ในเวลาประมาณ 3-6 เดือน
- หลุมสิวตื้นระดับปานกลาง: เนื่องจากขอบแผลคมชัดและมีเนื้อเยื่อที่หายไปบริเวณฐานหลุม จึงต้องทำเลเซอร์หรือ Fractional RF ต่อเนื่องทุก 4-6 สัปดาห์ เพื่อค่อย ๆ กรอขอบแผลและเร่งสร้างเนื้อใหม่ขึ้นมาแทนที่ โดยใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือน
- หลุมสิวลึก: เป็นประเภทที่รักษายากและใช้เวลานานที่สุด เนื่องจากพังผืดฝังลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้ส่วนล่าง การทำ TCA CROSS หรือ Punch Excision จึงต้องอาศัยเวลาให้ผิวค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนดันขึ้นมาจากก้นรูทีละเล็กละน้อย และต้องรักษาสลับกับการทำเลเซอร์เพื่อเก็บงานผิวอีกหลายรอบด้วย ส่วนใหญ่จะใช้เวลานานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป
สุดท้ายแล้ว วิธีรับมือกับหลุมสิวที่ดีที่สุดไม่ใช่การหาเทคโนโลยีการรักษาที่ดีที่สุด แต่เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดหลุมสิวตั้งแต่แรกด้วยการรักษาสิวอย่างถูกวิธี ควบคุมการอักเสบทันทีที่เห็นสิว และที่สำคัญควรเลิกพฤติกรรมล้วง แคะ แกะ บีบ หรือบีบสิวเองเด็ดขาด เพราะแผลที่เกิดขึ้นอาจกลายเป็นพังผืดลึกที่ต้องใช้ทั้งเงิน ทั้งเวลา และความพยายามอย่างมากในการแก้ไข
