พอเห็นผิวหน้าตัวเองในกระจก หลายคนอาจรู้สึกอยากกดสิวออกให้หายเจ็บสักที แต่ก็เคยได้ยินมาเหมือนกันว่า ถ้ากดแล้วสิวจะกลับมาซ้ำจุดเดิม ทำเอาหลายคนลังเลว่าการกดแล้วดีไหม สิวจะหายขาดไปเลยรึเปล่า หัวสิวแบบไหนที่กดได้ ตรงไหนที่ห้ามแตะ แล้วหลังกดสิวเสร็จ ควรดูแลผิวอย่างไรไม่ให้เกิดรอยดำทิ้งไว้ บทความนี้มีคำตอบ
การกดสิว ดีไหม?
หากพูดถึงความปลอดภัยแล้ว การกดสิวเสี้ยนเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่าการบีบสิวพอสมควร เพราะการใช้ที่กดสิวจะช่วยกระจายแรงกดให้สม่ำเสมอรอบทิศทาง อีกทั้งมีหัวโลหะที่ใช้เจาะและเปิดทางให้สิ่งอุดตันหลุดออกมา จึงช่วยลดการบอบช้ำของเนื้อเยื่อรอบข้าง ต่างจากการใช้นิ้วบีบสิวที่จะส่งแรงอัดลงสู่ผิวชั้นลึก จนผนังรูขุมขนปริแตกและดันเชื้อแบคทีเรียให้กระจายตัวออกด้านข้าง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการอักเสบรุนแรง ติดเชื้อซ้ำซ้อน และเกิดรอยแผลเป็นลึกตามมา
กดสิวแล้วจะหายไหม?
แม้ว่าการกดสิวจะช่วยให้สิวอุดตันเม็ดนั้นหลุดออกในทันที แต่ไม่ได้การันตีว่าจะหายขาดถาวร เพราะการกดสิวเป็นการเอาสิ่งอุดตันที่สะสมอยู่ออกจากรูขุมขนเท่านั้น หากไขมันใต้ผิวยังคงผลิตออกมามากเกินไป หรือเซลล์ผิวเก่ายังผลัดตัวผิดปกติ สิวเม็ดใหม่ก็พร้อมจะขึ้นซ้ำที่เดิมได้เรื่อย ๆ ดังนั้นการกดสิวจึงต้องทำควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม ทายาละลายสิ่งอุดตัน หรือดูแลความสะอาดให้ถูกวิธี เพื่อตัดวงจรไม่ให้สิ่งสกปรกกลับมาหมักหมมจนกลายเป็นสิวขึ้นมาอีก
กดสิวบ่อย ดีไหม?
ต่อให้การกดสิวจะปลอดภัยกว่าการบีบสิว แต่ก็ไม่ควรกดสิวบ่อย ๆ เด็ดขาด เพราะการรบกวนผิวซ้ำ ๆ จะทำให้รูขุมขนระคายเคืองและบอบช้ำสะสม เสี่ยงต่อการเกิดผื่นแพ้ อักเสบ ติดเชื้อซ้ำซ้อน และกระตุ้นให้เกิดรอยดำหรือรอยแผลเป็นง่ายขึ้น อีกทั้งการกดสิวเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ จึงจัดการกับสิ่งอุดตันได้แค่ชั่วคราว ดังนั้น ควรกดสิวแค่เฉพาะตอนที่มีสิวอุดตันหัวเปิด พร้อมให้กดจริงๆ และเว้นระยะห่างแต่พอดี แค่เดือนละ 1-2 ครั้งก็พอ
กดสิวประเภทไหนปลอดภัยที่สุด?
สำหรับสิวที่กดออกมาได้ก็คือสิวอุดตันหัวเปิด (สิวหัวดำ) เนื่องจากรูขุมขนเปิดออกแล้วและมองเห็นหัวสิวชัดเจน ทำให้สะกิดและดันสิ่งอุดตันออกมาง่ายกว่าสิวประเภทอื่นโดยที่ไม่ทำร้ายชั้นผิวด้วย ส่วนการกดสิวอุดตันหัวปิด (สิวหัวขาว) สามารถทำได้ แต่ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และสิวชนิดอื่นที่เหลือ เช่น การกดสิวอักเสบ ตุ่มแดง หรือการกดสิวหนอง สิวซีสต์ และสิวหัวช้าง ห้ามทำโดยเด็ดขาด เพราะจะยิ่งดันเชื้อแบคทีเรียและไขมันให้ลงลึกไปถึงชั้นผิว จนเกิดการอักเสบรุนแรง ติดเชื้อลุกลาม และทิ้งรอยแผลเป็นลึกไว้บนใบหน้า
กดสิวตรงไหนได้บ้าง?
การกดสิวนั้นสามารถทำได้แค่บริเวณที่มีชั้นผิวหนาพอและไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเข้าสู่เส้นเลือด ได้แก่
- หน้าผาก: ผิวบริเวณนี้ค่อนข้างชิดกับกระดูกและเป็นจุดที่มีเหงื่อออกง่าย ควรกดอย่างเบามือเพื่อป้องกันผิวบวมช้ำ อีกทั้งต้องรักษาความสะอาดทั้งก่อนและหลังกดเป็นพิเศษด้วย
- โหนกแก้มและแก้ม: เป็นผิวหนังบริเวณนี้มีเนื้อหนา กดง่ายที่สุด แต่ต้องระวังไม่เค้นแรงเกินไป เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อบอบช้ำจนเกิดรอยดำ
- คาง กรอบหน้า และจมูก: เป็นจุดที่สิวอุดตันมักขึ้นบ่อยจากฮอร์โมน คราบเหงื่อ และแมส โดยเฉพาะบริเวณ T-Zone แม้สิวจมูกจะกดออกได้ แต่ต้องทำความสะอาดให้ดีและเบามือเป็นพิเศษ เพราะเป็นจุดที่มีการผลิตน้ำมันสูงและมือมักจะสัมผัสบ่อยกว่าจุดอื่น
- แผ่นหลังและหน้าอก: แม้จะเป็นจุดที่มีผิวหนาและเกิดสิวอุดตันง่าย แต่ก็กดออกได้ปลอดภัยเช่นกัน แต่ต้องระวังแผลเป็นคีลอยด์บริเวณหน้าอกเป็นพิเศษ เพราะเป็นจุดที่เกิดแผลเป็นง่ายมาก
กดสิวเอง ได้ไหม?
คุณสามารถกดสิวได้เอง แต่ต้องกดสิวหัวดำเท่านั้น รวมถึงต้องเตรียมอุปกรณ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ เริ่มจากทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด สะกิดเปิดหัวสิวเบา ๆ แล้วลงน้ำหนักกดแบบกระจายแรง ไม่ใช้นิ้วมือเค้นแรงเด็ดขาด ที่สำคัญหากสะกิดแล้วหัวสิวยังไม่ยอมหลุดออกมาสักที ให้หยุดทันทีเพื่อไม่ให้เนื้อเยื่อบอบช้ำไปมากกว่านี้จนเกิดการอักเสบตามมา
อย่างไรก็ตาม หากคุณไม่มั่นใจในน้ำหนักมือตัวเอง อุปกรณ์ไม่พร้อม หรือเป็นสิวอุดตันหัวปิด สิวอักเสบ และสิวขึ้นในจุดที่มองเห็นยาก แนะนำให้ไปกดกับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่คลินิกจะปลอดภัยกว่า เพราะบุคลากรเหล่านี้มีเครื่องมือทางการแพทย์ที่สะอาด ไร้เชื้อ มีเทคนิคการลงเข็มเปิดทางหัวสิวตรงจุดโดยไม่ทำร้ายชั้นผิว อีกทั้งยังประเมินโครงสร้างผิวเพื่อจ่ายยาละลายสิ่งอุดตันควบคู่กันไป ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องแผลติดเชื้อ รอยดำ และแผลเป็นลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ใช้ที่กดสิว ดีไหม?
หากเทียบกันแล้ว การใช้ที่กดสิวยังดีกว่าการใช้นิ้วมือบีบ เพราะตัวเครื่องมือจะช่วยกระจายแรงกดที่สม่ำเสมอรอบ ๆ หัวสิว ทำให้สิ่งอุดตันหลุดออกมาง่ายขึ้นและลดการบอบช้ำของเนื้อเยื่อที่เกิดจากการออกแรงไม่เท่ากันของนิ้วมือ แต่ถ้าอยากให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น เราแนะนำให้ใช้ที่กดสิวที่ได้มาตรฐาน ผ่านการฆ่าเชื้ออุปกรณ์มาแล้ว รวมถึงให้ความสำคัญกับการลงน้ำหนักมือเบา ๆ ด้วย แต่หากคุณไม่เคยใช้มาก่อนจนเค้นแรงเกินไป อาจไปดันเชื้อแบคทีเรียลงลึกจนผิวอักเสบและเกิดรอยแผลเป็นได้เช่นกัน
แนะนำวิธีดูแลหน้า หลังจากกดสิว
หลังจากกดสิวเสร็จแล้ว เราขอแนะนำให้ปฏิบัติตามวิธีเหล่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้แผลจากสิวอักเสบ ติดเชื้อซ้ำซ้อน หรือทิ้งรอยดำจากสิวไว้ให้ดูต่างหน้า
- เช็ดทำความสะอาดอย่างถูกวิธี: ใช้สำลีชุบน้ำเกลือเช็ดทำความสะอาดบริเวณที่กดสิวเบา ๆ เพื่อขจัดคราบเลือดและน้ำเหลืองออกให้หมด
- ติดแผ่นแปะสิวดูดซับของเหลว: แปะแผ่นแปะสิวทับบริเวณแผลเปิดทันที เพื่อดูดของเหลวที่ตกค้าง รวมถึงป้องกันละอองฝุ่น สิ่งสกปรก และแบคทีเรียไม่ให้เข้าสู่แผล
- งดสครับ ผลัดเซลล์ผิว และแต่งหน้า: หลีกเลี่ยงการใช้สกินแคร์ที่มีกรดผลัดเซลล์ผิวสครับขัดหน้า รวมถึงงดแต่งหน้ากลบแผลสิวอย่างน้อย 1-2 วัน เพื่อให้แผลฟื้นตัวไวขึ้น
- เติมความชุ่มชื้นด้วยสูตรอ่อนโยน: เลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์สูตรปราศจากน้ำหอม ออยล์ฟรี เน้นทาเว้นบริเวณแผลเปิดสด ๆ ไว้เล็กน้อย เพื่อซ่อมแซมเกราะป้องกันผิว
- ปกป้องผิวด้วยครีมกันแดด: ทากันแดดเป็นประจำโดยเน้นสูตรที่มี Zinc Oxide หรือ Titanium Dioxide เพื่อป้องกันไม่ให้รังสี UV กระตุ้นรอยแผลสิวจนเกิดเป็นรอยดำ
ถ้าไม่กดสิว จะทำยังไงดี?
หากไม่อยากกดสิว เราแนะนำให้รักษาด้วยยาทาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ (Retinoids) หรือกรด BHA เพื่อเร่งการผลัดเซลล์ผิวและละลายสิ่งอุดตันในรูขุมขนให้หลุดออกเองตามธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการใช้คลีนซิ่งออยล์ล้างหน้าให้สะอาด ปรับพฤติกรรมลดการทานของหวานของมัน และให้เวลาร่างกายผลัดผิว จริงอยู่ที่วิธีเหล่านี้อาจใช้เวลานานกว่าการกดสิวออก แต่ก็เป็นวิธีที่ลดความเสี่ยงต่อผิวอักเสบ บอบช้ำ และรอยแผลเป็นได้ดีกว่าด้วยเช่นกัน
สรุปแล้ว กดสิวดีมั้ย?
หากให้พูดตามตรงแล้ว เราไม่ค่อยอยากแนะนำวิธีนี้เท่าไหร่เพราะอาจเสี่ยงต่อผิวอักเสบหรือเป็นสิวซ้ำซากตามมา แต่อย่างที่บอกไปว่าถ้าคุณมีสิวอุดตันหัวเปิด, มีอุปกรณ์ที่ปลอดภัย และรู้วิธีการกดสิวที่ถูกต้อง ก็สามารถกดสิวออกได้ อย่างไรก็ตาม การกดสิวก็เป็นเพียงวิธีการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ถ้าหากคุณไม่อยากเจอสิวมากวนใจบ่อย ๆ เราขอแนะนำให้เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินใหม่ หมั่นทำความสะอาดและบำรุงผิวหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง รวมถึงทายาละลายสิ่งอุดตันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิวใหม่ซ้ำ ๆ แต่ถ้าสิวเม็ดไหนยังไม่มีหัวโผล่ออกมาหรืออยู่ลึกเกินไป ก็ควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด
