รอยแดงจากสิวคืออะไร กี่วันหาย รักษายังไง ใช้อะไรดี

รอยแดงจากสิวคืออะไร กี่วันหาย รักษายังไง ใช้อะไรดี

เลือกอ่านตามหัวข้อ

แม้ว่าสิวเม็ดใหญ่จะยุบหายไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเหลือทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้านั่นก็คือรอยแดงจากสิว จริงอยู่ที่รอยแดงสามารถหายไปได้เอง แต่ก็ต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะหายจริง ๆ ทำให้ใครหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า รอยแดงจากสิว กี่วันหาย มีวิธีไหนที่ไวกว่าการนั่งรอเฉย ๆ บ้างไหม ใช้อะไรช่วยได้บ้าง บทความนี้มีคำตอบ

รอยแดงจากสิว คืออะไร?

รอยแดงจากสิว คือ รอยแผลเป็นชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากเกิดสิวอักเสบจนทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ชั้นผิวหนังขยายตัวผิดปกติหรือชั่วคราว รอยสิวที่เกิดขึ้นจึงมีลักษณะเป็นจุดสีแดง ชมพู หรือน้ำตาลแดงบนผิวหน้า แม้ว่าสิวเม็ดนั้นจะยุบตัวลงหรือหายอักเสบไปแล้ว แต่เลือดที่ยังคงคั่งอยู่ในบริเวณดังกล่าวจะทิ้งรอยแดงตกค้างอยู่บนผิว ส่วนระยะเวลาที่รอยแดงจะหายไปอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูพอสมควรเพื่อให้เส้นเลือดหดตัวกลับสู่สภาวะปกติ

รอยแดงจากสิว เกิดจากอะไร?

รอยแดงจากสิวเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเกิดกระบวนการอักเสบอย่างรุนแรงบริเวณผิวหนังจนส่งกระทบต่อระบบเส้นเลือดฝอยใต้ชั้นผิว โดยมีสาเหตุมาจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้

  • สิวอักเสบใต้ผิว: เมื่อผิวเกิดการอักเสบ หลอดเลือดฝอยบริเวณนั้นจะขยายตัวขึ้นเพื่อลำเลียงเม็ดเลือดขาวและสารอาหารมาซ่อมแซมแผล ทำให้เกิดการคั่งของเลือดและทิ้งรอยแดงไว้แม้สิวจะยุบลงแล้วก็ตาม
  • รักษาสิวผิดวิธี: ไม่ว่าจะเป็นการบีบ แกะ หรือกดสิวแบบผิดวิธีก็ตาม การใช้แรงกดสิวมากเกินไปจะส่งแรงดันเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อรอบข้าง จนหลอดเลือดฝอยใต้ผิวแตกหรือเสียหาย จนรอยแดงฝังลึกและอยู่นานกว่าปกติ
  • เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ: สำหรับผู้ที่มีผิวบาง แพ้ง่าย หรือเกราะป้องกันผิวเสียหายจากพฤติกรรมการดูแลผิวหน้าแบบผิดวิธี จะมีหลอดเลือดใต้ชั้นผิวที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นและขยายตัวง่ายกว่าปกติ
  • ความร้อนและรังสี UV: แสงแดดและความร้อนสะสมจากการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจัดเป็นประจำ จะกระตุ้นให้หลอดเลือดฝอยขยายตัวเพิ่มขึ้นและขัดขวางกระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองผิวเกินไป: การใช้ยาทาสิวหรือผลัดเซลล์ผิวด้วยกรดเข้มข้นสูงถี่เกินไป อาจทำให้ผิวระคายเคือง อักเสบซ้ำซ้อน และกระตุ้นให้รอยแดงเข้มขึ้น
  • รบกวนแผลสิว: การสครับผิวหรือเช็ดหน้าแรง ๆ ขณะที่ยังเป็นสิวอักเสบ จะยิ่งซ้ำเติมบาดแผลและกระตุ้นการคั่งของเลือดในชั้นใต้ผิวมากขึ้น

รอยแดงจากสิว กับรอยดำจากสิว ต่างกันอย่างไร?

แม้รอยแผลเป็นทั้งสองประเภทนี้จะเกิดจากสิวอักเสบเหมือนกัน แต่ในทางการแพทย์มองว่าเป็นปัญหาคนละอย่างกัน นั่นก็เพราะรอยแดงเกิดจากหลอดเลือด ส่วนรอยดำเกิดจากเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ด้วยเหตุนี้เราจึงได้รวบรวมความต่างของรอยสิวทั้งสองประเภทมาฝาก เพื่อให้คุณเข้าใจและเห็นภาพชัดเจนขึ้น จะได้หาทางรักษาให้ถูกประเภท

หัวข้อรอยแดงจากสิว (PIE)รอยดำจากสิว (PIH)
ลักษณะสีสีชมพู แดง หรือแดงสดสีน้ำตาล น้ำตาลเข้ม หรือดำ
สาเหตุหลักหลอดเลือดฝอยใต้ชั้นผิวหนังขยายตัว หรือเสียหายจากการอักเสบเม็ดสีเมลานินถูกกระตุ้นให้ผลิตออกมามากเกินไป
พฤติกรรมเสี่ยงบีบเค้นสิวแรงจนหลอดเลือดแตก, ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจัด, ขัดถูผิวรุนแรง และประโคมใช้ยาสิวเข้มข้นจน Skin Barrier พังตากแดดจัดโดยไม่ทากันแดด, แกะเกาจนแผลสิวถลอกเปิด และขัดแกะสะเก็ดสิวล่วงหน้าก่อนแผลแห้ง
กลไกการทดสอบกดรอยสิวแล้วสีจะจางลงชั่วคราว เนื่องจากเลือดถูกดันออกจากหลอดเลือดกดรอยสิวแล้วสีไม่จางลง เนื่องจากเป็นเม็ดสีสะสมในชั้นผิว
กลุ่มสารสกัดในยาทา/สกินแคร์เน้นลดการอักเสบและปลอบประโลมหลอดเลือด เช่น Niacinamide, Azelaic Acid, Centella Asiaticaเน้นยับยั้งการสร้างเม็ดสีและผลัดเซลล์ผิว เช่น Arbutin, Vitamin C, AHA, Kojic Acid
หัตถการทางการแพทย์เลเซอร์จับเม็ดเลือดแดง (Vbeam, Pulsed Dye Laser, IPL)เลเซอร์จับเม็ดสี (Pico Laser, Q-Switched Laser)

รอยแดงจากสิว กี่วันหาย?

โดยทั่วไปแล้วรอยแดงจากสิวจะเริ่มจางลงภายใน 2-4 สัปดาห์ และอาจใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือนขึ้นไปถึงจะหายสนิท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการอักเสบ ความเสียหายต่อหลอดเลือดฝอย ตลอดจนสภาพผิวและการดูแลของแต่ละบุคคลด้วย หากเป็นรอยแดงตื้น ๆ จากสิวอักเสบไม่รุนแรงมากและได้รับการดูแลผิวอย่างถูกวิธี รอยจะค่อย ๆ จางลงได้ไว แต่หากเกิดจากการบีบสิวจนหลอดเลือดฝอยใต้ชั้นผิวแตก หรือตากแดดจัดโดยไม่ทาครีมกันแดดและสวมเสื้อผ้าป้องกัน ก็อาจยืดระยะเวลาฟื้นฟูผิวนานหลายเดือนถึงหลักปีได้ด้วยเช่นกัน

วิธีรักษารอยแดงจากสิวมีอะไรบ้าง?

1. ยาทาและสกินแคร์ลดรอยแดง

เป็นวิธีรักษาเบื้องต้นที่ทั้งสะดวก ปลอดภัย ใช้งบไม่เยอะ โดยเน้นการทายาหรือสกินแคร์ในกลุ่มสารสกัดที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ปลอบประโลมผิว และกระชับหลอดเลือดฝอย เช่น Niacinamide, Azelaic Acid, Centella Asiatica และ Tranexamic Acid การทาเป็นประจำทุกวันร่วมกับครีมกันแดดจะช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว ทำให้รอยแดงค่อย ๆ จางลงโดยไม่ทำให้ผิวระคายเคืองเพิ่ม

2. เลเซอร์ลดรอยแดง

การทำเลเซอร์ลดรอยแดงเป็นวิธีรักษาทางการแพทย์ที่เห็นผลลัพธ์ไวและตรงจุดที่สุด โดยใช้เครื่องเลเซอร์ Vbeam หรือ Pulsed Dye Laser ยิงพลังงานความร้อนลงไปยังจุดที่หลอดเลือดฝอยขยายตัวผิดปกติใต้ชั้นผิว ทำให้หลอดเลือดหดตัวและฝ่อลง ส่งผลให้รอยแดงจางลงทันทีหลังทำ โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อผิวรอบข้างเลย

3. ฉีดเมโสหน้าใส

เป็นการฉีดสารบำรุง ผิว วิตามิน และสารต้านการอักเสบเข้าสู่ชั้นผิว Dermis โดยตรง เพื่อเร่งกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ผิวที่บอบช้ำจากสิว ฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวให้กลับมาแข็งแรง พร้อมทั้งช่วยลดการขยายตัวของหลอดเลือดใต้ชั้นผิว ส่งผลให้รอยแดงจางลง ผิวดูเรียบเนียน สดใส และลดโอกาสการเกิดสิวอักเสบซ้ำในบริเวณเดิม

4. ฉีด Rejuran

สำหรับการฉีด Rejuran หรือสารสกัด Polynucleotide (PN) จาก DNA ปลาแซลมอน เป็นการซ่อมแซมผิวระดับลึกที่ช่วยฟื้นฟูความเสียหายของเนื้อเยื่อและหลอดเลือดฝอย โดยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เร่งกระบวนการสมานแผลสิว และปรับสมดุลชั้นผิวให้แข็งแรง รอยแดงฝังลึกจึงค่อย ๆ จางลง พร้อมทั้งช่วยยกกระดับสุขภาพผิวโดยรวมให้ดูฉ่ำวาวและเรียบเนียน

5. ดริปวิตามินผิว

เป็นการเติมสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซีเข้มข้น และสารบำรุงเซลล์ผิว เข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือดโดยตรงผ่านทางสายน้ำเกลือ เพื่อเสริมสร้างกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน ลดการอักเสบจากภายใน และเร่งการฟื้นตัวของเซลล์ผิวทั่วร่างกาย แม้จะไม่ใช่การรักษาเฉพาะจุดเหมือนเลเซอร์ แต่ก็ช่วยเสริมประสิทธิภาพการฟื้นตัวของผิวและลดรอยแดงจากสิวได้ด้วยเช่นกัน

ป้องกันรอยแดงจากสิวได้ด้วยวิธีไหน?

จริงอยู่ที่เราสามารถรักษารอยแดงจากสิวให้หายได้ แต่ก็คงจะดีไม่น้อยถ้าเราสามารถป้องกันได้ตั้งแต่แรก สำหรับวิธีป้องกันรอยแดงที่ถูกต้องมีดังนี้

1. งดบีบ แกะ หรือเค้นสิว

การใช้แรงดันบีบหรือกดสิวมากเกินไปจะทำให้เนื้อเยื่อบอบช้ำ เส้นเลือดฝอยใต้ชั้นผิวแตก ส่งผลให้การอักเสบรุนแรงลึกลงไปอีก ทางที่ดีควรปล่อยให้สิวแห้งและยุบตัวตามธรรมชาติหรือใช้ยาทาแต้มสิวแทน เพื่อลดโอกาสเกิดรอยแดงตกค้าง

2. ใช้ผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูและเสริมเกราะป้องกันผิว

เลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมช่วยเสริมความแข็งแรงให้ชั้นผิว เช่น Ceramides, Fatty Acids และ Hyaluronic Acid ร่วมกับสาร Centella Asiatica หรือ Niacinamide ที่จะช่วยลดปฏิกิริยาการอักเสบของหลอดเลือดใต้ผิว ทำให้ผิวแข็งแรง ไม่ระคายเคืองง่าย และช่วยให้หลอดเลือดหดตัวกลับสู่สภาวะปกติได้ไวขึ้น

3. เลี่ยงปัจจัยความร้อนและการขัดถูผิวรุนแรง

รู้หรือไม่ว่า ความร้อนและการขัดผิวหน้าแรง ๆ เป็นตัวการที่กระตุ้นให้หลอดเลือดฝอยขยายตัวค้าง ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจัด การสครับขัดผิว การเช็ดหน้าแรง ๆ หรือแม้แต่การอบซาวน่าในช่วงที่มีสิวอักเสบ เพื่อป้องกันไม่ให้หลอดเลือดฝอยขยายตัวหรือมีเลือดคั่งฝังลึก

4. ทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน

รังสี UV จากแสงแดดมีส่วนกระตุ้นการขยายตัวของหลอดเลือดฝอยและขัดขวางกระบวนการซ่อมแซมผิวตามธรรมชาติ ดังนั้น เราขอแนะนำทาครีมกันแดดที่ปกป้องครอบคลุมทั้ง UVA/UVB ค่า SPF 30 ขึ้นไป และ PA+++ เป็นประจำ เพื่อป้องกันผิวจากความร้อนและป้องกันไม่ให้รอยแดงอักเสบกลายเป็นรอยแดงฝังลึกหรือเปลี่ยนสภาพไปเป็นรอยดำในอนาคต

5. หลีกเลี่ยงการประโคมใช้ยาสิวหรือสารผลัดเซลล์ผิวที่รุนแรงเกินไป

การใช้ยาทาสิวกลุ่มเรตินอยด์ หรือกรดผลัดเซลล์ผิว (AHA/BHA) เข้มข้นสูงพร้อมกันหลายชนิด อาจทำให้ผิวระคายเคืองอย่างหนักจนเกราะป้องกันผิวพังและทำให้หลอดเลือดใต้ผิวขยายตัวจนผิวหน้าแดงอักเสบซ้ำซ้อน ทั้งนี้แนะนำให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและปรับความถี่ให้สอดคล้องกับสภาพผิวของคุณเองด้วย

พฤติกรรมทำร้ายผิวจนรอยแดงฝังลึก

แม้ว่าคุณจะป้องกันดีแค่ไหน แต่พอถึงเวลาก็พบว่าใบหน้าก็เต็มไปด้วยรอบแดงจากสิวซะแล้ว นั่นก็เพราะยังมีบางพฤติกรรมที่ทำร้ายผิวที่คุณยังทำอยู่โดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็น

  • การปล่อยให้ผิวแห้ง ขาดน้ำ: หลายคนเข้าใจผิดว่ามีรอยแดงสิวต้องห้ามทาครีมเพราะกลัวครีมเข้าไปอุดตัน แต่หากปล่อยให้ผิวแห้งมากเกินไปอาจทำให้กระบวนการสมานแผลตามธรรมชาติทำงานช้าลงและกระตุ้นให้เกิดภาวะอักเสบใต้ชั้นผิวเรื้อรัง จนรอยแดงไม่ยอมจางหายไปสักที
  • การเปลี่ยนสกินแคร์หรือลองครีมใหม่บ่อยเกินไป: บางคนอาจคิดว่าการเปลี่ยนครีมใหม่บ่อย ๆ จะช่วยให้ผิวได้รับวิตามินใหม่ ๆ หรือการใช้ครีมเดิมซ้ำ ๆ อาจทำให้ผิวดื้อยาจนประสิทธิภาพการบำรุงผิวลดลง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การนำสารสกัดหลากหลายชนิดมาทดลองบนผิวที่กำลังอ่อนแอซ้ำ ๆ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการแพ้ ระคายเคือง และกระตุ้นการอักเสบ ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยขยายตัวไม่หยุดและเกิดเป็นรอยแดงฝังลึกง่ายขึ้น
  • การละเลยความสะอาดของสิ่งของที่สัมผัสใบหน้า: ไม่ว่าจะเป็นปลอกหมอน โทรศัพท์มือถือ หรือแปรงแต่งหน้าที่ไม่สะอาด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียและสิ่งสกปรกที่คอยกระตุ้นให้ผิวระคายเคืองและอักเสบซ้ำตรงจุดที่มีรอยแดงซ้ำ ๆ อยู่ตลอดเวลา
  • การสูบบุหรี่หรือการรับประทานอาหารรสจัดเป็นเวลานาน: สารนิโคตินในบุหรี่และแคปไซซินในอาหารเผ็ด มีฤทธิ์กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยขยายตัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงทำลายกระบวนการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้รอยแดงหายช้ากว่าที่ควรจะเป็น
  • นอนพักผ่อนไม่เพียงพอหรือมีความเครียดสะสม: ความเครียดและการนอนดึกจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ที่เพิ่มปฏิกิริยาการอักเสบทั่วร่างกาย ส่งผลให้กระบวนการซ่อมแซมหลอดเลือดฝอยที่เสียหายหยุดชะงัก ทำให้รอยแดงฝังลึกและใช้เวลานานขึ้นกว่าจะเริ่มจาง

แม้ว่ารอยแดงจากสิวจะไม่ได้สร้างความเจ็บปวดเหมือนสิวอักเสบ แต่หากปล่อยไว้นาน อาจทำให้รอยแดงชั่วคราวกลายเป็นรอยแดงฝังลึกจนกลายสภาพเป็นรอยดำที่ต้องใช้เวลารักษานานยิ่งกว่า ทางที่ดีหากพบว่ามีรอยแดงบนใบหน้าให้รีบดูแลผิวตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยสกินแคร์ที่เหมาะกับสภาพผิวตามวิธีที่เราแนะนำไปข้างต้น แต่หากไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้รักษาได้จริงไหม แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผิวหน้าของคุณกลับมาสว่างใส เรียบเนียนอีกครั้ง